วัดพระพุทธไสยาสน์

วัดพระพุทธไสยาสน์ หรือ วัดพระนอน เป็นวัดในพระอารามหลวงชั้นตรีซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ก่อสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา สร้างโดยชาวมอญที่มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งวัดเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ หรือ พระนอน ซึ่งเป็นที่กราบไหว้ของชาวบ้านเมืองเพชรบุรีในสมัยนั้น จนกระทั่งสิ้นสุดสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดแห่งนี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้างเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทอดพระเนตรเห็นองค์พระนอนมีสภาพทรุดโทรมมากจึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างหลังคาสังกะสีคลุมไว้และบูรณะพื้นที่วัดขึ้นใหม่ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระนอนและพื้นที่วัดขึ้นใหม่เกือบทั้งหมดโดยให้สร้างวิหารหลังคากระเบื้อง คลุมพระนอนทั้งหมดกลายเป็นวิหารพระพุทธไสยาสน์ที่สวยงาม ซึ่งวัดก็กลายเป็นวัดที่มีผู้คนกลับมากราบไหว้สาการะดังเช่นสมัยก่อน และเป็นวัดที่สวยงามในปัจจุบัน ซึ่งวัดพระพุทธไสยาสน์ ชาวบ้านมักเรียกชื่อสั้นๆว่า วัดพระนอน จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ องค์พระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนนั้นจะแตกต่างจากพระนอนวัดอื่นๆ คือ ที่เศียรขององค์พระจะมีหมอนบรรทมทรงดอกบัวรองพระเศียรอยู่สองก้อน ซึ่งทำให้องค์พระพุทธรูปมีความวิจิตรงดงามอย่างมาก โดยองค์พระนอนของวัดมีอายุราว 400 ปี ยาว 43 เมตร สูงจากเศียรถึงฐานบรรทม 15 เมตร จัดว่าเป็นองค์พระนอนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ โดยสมัยก่อนมีความเชื่อว่าพระพุทธไสยาสน์นี้นำความรุ่งเรืองมาสู่เมืองเพรชบุรี นอกจากความสวยงามขององค์พระนอนแล้ว บริเวณของวัดยังมีห้องถ้ำจำนวน 11 ห้อง ซึ่งเป้นถ้ำหินธรรมชาติแต่ทางวัดไม่อนุญาติให้เข้าชมเนื่องจากภายในมีอากาศไม่เพียงพอต่อการหายใจ

วัดใหญ่สุวรรณาราม

วัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งวัดถูกทิ้งร้างหลังสิ้นสุดสมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งหมดภายในวัดมีศาลาการเปรียญอายุกว่า 300 ปี ซึ่งสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง สร้างขึ้นโดยพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อพระราชทานแด่พระสังฆราชชาวเพชรบุรี ตัวอาคารของวัดมีศิลปะแบบสมัยอยุธยาที่สวยงามนอกจากนี้ตัวโบสถ์ยังมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับข้าศึกที่บุกมายังวัดซึ่งเห็นเป็นรอยขวานบริเวณประตูของโบสถ์ นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังมีรูปวาด จิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามในสมัยอยุธยาประกอบด้วยภาพเทพชุมนุมเรียงรายกัน 5 ชั้น และมีพระประธานพระพุทธรูปปางมารวิชัยให้ผู้คนกราบไหว้ ภายในวัดยังมีหอเก็บพระไตรปิฏก เป็นอาคารสร้างด้วยไม้ทั้งหลังตัวบ้านยกสูง รองรับด้วยเสาไม้ 3เสา ตั้งอยู่กลางน้ำซึ่งภายในเป็นที่เก็บพระไตรปิฎก ประกอบด้วย 3 ปิฎกคือ พระธรรมปิฏก พระไตรปิฏก และพระสุตันตปิฎก ซึ่งเป็นไตรปิฎกที่เก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ทั้งนี้ต้องสร้างขึ้นกลางน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ปลวกหรือมดกัดแทะพระไตรปิฎก ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารไม้ที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลังลงรักปิดทอง ต่อมาได้ถูกบูรณะและทาสีด้วยสีแดงทั้งหลังโดยศาลาการเปรียญภายในวัดนี้มีความเก่าแก่และเป็นสถานที่สำคัญของวัด บางจุดของหลังคามีตะใคร่ขึ้นจับ ซึ่งเดิมทีศาลาการเปรียญแห่งนี้เป็นของเจ้าฟ้าพระขวัญ ต่อมาพระเจ้าเสือได้รื้อและสร้างใหม่ถวายแด่พระสังฆราชแตงโมโดยมีบานประตูแกะสลักที่งดงาม